แรงซื้อ-ขาย ในการลงทุน

แรงซื้อ-ขาย ในการลงทุน สวัสดีเพื่อนๆอีกครั้งนึง ในคลิปนี้ก็ได้แรงบันดาลใจ มาจากเมื่อวานนี้ที่ ได้ทำการเขียนโพสต์ไปโพสต์นึงนะ เป็นโพสต์เกี่ยวกับต่างชาติเข้าซื้อแล้วก็แนวโน้ม ของสถาบันที่เริ่มมีการขายออก มาแล้วก็รวมไปถึงรายย่อยด้วย อะไรงี้ ซึ่งก็มีเพื่อนบางท่าน ก็อยากจะให้ทำเป็นคลิป ออกมานะอยากจะบอกว่า เองก็เคยทำเป็นคลิป ออกมาแล้วแต่ว่าวันนั้นที่ผมทำมัน น่าจะยังตอบอะไรได้ไม่หมด อะไรนี้วันนี้ก็เลยมานั่งดูว่าเราจะทำเป็นคลิป

แรงซื้อ-ขาย ในการลงทุน

joker

ไฮโล

อีกคลิปนึงไหม อะไรนี้จะทำยังไงให้ทุกคนเข้าใจ เหมือนกับที่เราเข้าใจอะไร วันนี้ก็เลยเกิดเป็นคลิปของแรง ซื้อแล้วก็แรงขายนะแต่หลายคน อาจจะงงว่าให้แล้ว มันเกี่ยวอะไรกับต่างชาติ เข้าซื้อแล้วก็สถาบันขายอะไรนี้ ซึ่งผมเอง อยากจะบอกว่ามันเกี่ยว โดยตรงเลยสำหรับแรงซื้อแรงขายแล้วก็

ต่างชาติกับสถาบัน แล้วก็ลงไปถึงรายย่อย ชื่อเอาเป็นว่า ขอยกตัวอย่างอันแรก ให้ฟังดูก่อนแล้วกัน สมมุติว่าเราทำขนมออกมา 100 ชิ้น แล้วมีคนเข้ามาซื้อของเราเนี่ย 100 ชิ้นพอดี แน่นอนว่าเราก็จะสามารถ ขายขนมของเราไปได้หมดพอดี

แล้วก็คนอื่นเขามาซื้อ ของเราเนี่ยตามจำนวนพอดี เลยแต่ถ้าวันนึงนะครับเราทำขนม ออกมาแค่ 50 ชิ้นแต่ว่ามีคนมารอซื้อของเราเนี่ยถึง 100 คนแน่นอนว่ามันก็จะมี 50 คนที่ไม่สามารถ ที่จะซื้อขนมกับเราได้

แรงซื้อ-ขาย ในการลงทุน

อันนี้ก็จะหมายความ ว่าแรงซื้อเนี่ยมันมีมากกว่าแรง ขายซึ่งนี่ก็คือขนม ในความเป็นจริงอ่ะคนที่ทำขนม ขายเขาก็จะต้องทำออกมา จนเพียงพอต่อความต้องการ ของผู้บริโภคอยู่แล้ว จะเดินทางกลับกันเนี่ย ถ้าเรามองกันที่หุ้นนะครับคุณ เนี่ยเป็นสินทรัพย์ที่มีอยู่อย่างจำกัด มีอยู่อย่างจำกัด

ทางเข้าสล็อตxo

ทางเข้าสล็อpg

สมมุติว่าบริษัทนี้เขา มีหุ้นของบริษัททั้งหมดอยู่ที่ 300 ล้านหุ้นหุ้นของบริษัทก็ จะมีอยู่ทั้งหมด 300 ล้านหุ้น จะไม่มีทางเกิดขึ้นมาแม้แต่คนเดียวอย่างแน่นอนเพราะฉะนั้นหุ้นของบริษัท นี้ก็เลยมีอยู่อย่างจำกัดนั้นเอง พอเห็นภาพไปแล้วใช่ไหมครับที่นี่ก่อน ที่เราจะไปรู้จักกับต่างชาติสถาบัน รายย่อยแล้วก็โป๊กเกอร์

อะไรประมาณนี้ แล้วต้องมารู้จักกับแรงซื้อแล้วก็แรงขายก่อน ซึ่งก่อนที่เราจะไปรู้จักกับแรงซื้อ แล้วก็แรงขายแล้วก็ต้องมารู้จัก กับคำว่าวอลลุ่มก่อนซึ่งวอลลุ่ม ก็คือจำนวนการซื้อขายหุ้น ที่เกิดขึ้นนะครับการซื้อขายหุ้น ที่เกิดขึ้นอย่างก็จะเกิดจากการ ที่คนซื้อกับคนขายเข้ามาเจรจากัน แล้วก็ตกลงราคาซื้อขายที่แน่นอนออกมา

เพราะมีการซื้อขายเสร็จสิ้น เขาก็จะนับเป็นวอลลุ่มสมมุติว่ามีการซื้อขายอยู่ที่ 1, หุ้นมันก็จะเกิดเป็นวอลลุ่ม 1,000 นั้นเอง เพราะฉะนั้น ในวอลลุ่มมันก็จะมีทั้งคนซื้อ แล้วก็คนขายดังนั้น เวลาที่เราเรียกกันแล้วก็จะเรียกกันว่า แรงซื้อแล้วก็แรงขายซึ่งแรงซื้อ ในก็คือความต้องการซื้อนั้นเอง ซึ่งถ้าเกิดว่ามันมีแรงซื้อที่เยอะมากๆเนี่ย

มันก็จะส่งผลทำให้ราคา หุ้นมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ในขณะที่ถ้าเกิดว่ามีแรงขายเข้ามา แรงขายก็คือความต้องการ ขายนั้นเองถ้ามีแรงขายเข้า มาเยอะนะมันก็จะผลักดันทำให้ราคาหุ้น นั้นมีการปรับตัวลงมา

อาทิตย์นี้ ขอทวนกลับไปอีกทีนึงแล้วกัน ส่วนของวอลลุ่มแหนก็คือจำนวนหุ้น ที่เกิดจากการซื้อขายซึ่ง ในวอลลุ่มมันก็จะมีทั้งคนซื้อ และคนขายซึ่งเราก็จะเรียกคนซื้อ คนขายว่าเป็นแรงซื้อกับแรงขาย เกิดว่ามีแรงซื้อเข้ามาเยอะมากๆ มันก็จะกดดันทำให้ราคาหุ้น นั้นมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ในขณะที่ถ้าเกิดว่ามีแรงขายเข้ามาเยอะมากๆ

มันก็จะกดการทำ ให้ราคาหุ้นน่ะมีการปรับตัว ลงมาเดี๋ยวผมขอยกตัวอย่าง เป็นหุ้นละกัน\สมมุติว่า offers an offer ก็คือคนที่มีหุ้น แล้วก็อยากจะขายเขาตั้ง offer ไว้อยู่ที่ 2,000 แล้วก็ 3,000 ลำดับ

งบทางการเงิน หุ้น rbf 

หุ้นมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น

ซึ่งราคาอะไรนั้นเรา จะข้ามไปแล้วจะไม่ต้องรู้ สมมุติว่าเราอยากจะซื้อหุ้นตัวนี้เป็นจำนวน 5000 หุ้นซึ่งตอนนี้ วอลลุ่มที่เขาตั้งขาย ก็คือมันมี 2 หุ้นอีกราคาแลกนะ

แต่เราอยากจะได้ 5000 หุ้นแล้วก็เลยคิดราคาไปแบบเราไม่สนใจอะไรเลยเพียงแต่ว่าเราอยากจะได้หุ้นทั้งหมด 5,000 หุ้นดังนั้นนะครับราคามันก็จะหมดลงไปจนถึงตรง 3,000 อันนี้ถึงแน่นอน การที่ราคามันหมด ไปจนถึงราคาตรง 3,000 เนี่ยราคาหุ้น มันก็จะต้องมีการ เปลี่ยนแปลงซึ่งมันก็ หมายความว่าราคาหุ้น

มันก็จะมีการปรับตัว เพิ่มขึ้นแล้วก็จะเรียก อันนี้ว่าเป็นแรงซื้อ เข้ามาแต่ในทางกลับกัน สมมุติว่าบิด บีก็คือความต้องการ ซื้อหรือว่าคนที่มี เงินอยู่แล้วอยาก จะซื้อหุ้นเขาตั้ง เอาไว้อยู่ 2 Volume ก็คือ 2,000 3,000 บาท สมมุติว่าเรามีหุ้นอยู่ 5,000

หุ้นเราอยากจะขาย เขาบอกมาราคาไหน ก็ได้ถ้าเราคีย์คำสั่งขาย ไปที่ผิดเลย แน่นอนว่าราคา มันจะไปตกตรง 3000 นั่นเองซึ่งถ้าราคา มันไปตกตรง Volume 3,000 บาท แน่นอนว่าราคามัน ก็จะต้องมีการปรับตัวลงมา แล้วก็จะมองว่า มันมีแรงขายเข้ามา นั้นเองแค่นี้ ถ้าเรากลับมามอง ที่ต่างชาติสถาบันรายย่อย

แล้วก็รวมไปถึง โบรกเกอร์แล้ว ก็จะมองได้ว่า ที่ผ่านมาเนี่ยต่างชาติ ก็เป็นคนที่ขายมาก็คือแรงขาย ก็จะมาจากทางต่างชาติ ซึ่งตอนนั้น ต้องเข้าใจว่าหุ้นในมือต่างชาติ เนี่ยเขาก็มีค่อนข้างเยอะ

ดังนั้นเขาก็อยาก ที่จะลดลงเขาออกมา อยากจะทำกำไร อะไรก็ว่ากันไปเนาะ เขาก็เลยมีการ ขายออกมาซึ่งพอมี การขายมา มันมีแรงขายที่เยอะมากๆเลยมัน ก็เลยกดราคาทำให้ราคานั้น ปรับตัวลงมานั่นเอง ในขณะที่คนที่เข้าไปซื้อ ต้องเรียกได้ว่าโดนจับ ใส่มือเลยก็ว่าได้นะถ้า จะมีในส่วนของสถาบันแล้วก็รายย่อย

ที่รับคนเอาไว้ตั้งแต่ตอนนี้ ถ้าเป็นไปตามที่ผมดูไว้ ก็จะหมายความว่าต่างชาติ เริ่มไม่มีหุ้นแล้วเริ่มที่ ต้องการอยากจะเข้า มาซื้อสุทธิแล้วดังนั้นน่ะ เขาก็ต้อง มาซื้อสุทธิกับทั้งรายย่อย แล้วก็สถาบันซึ่งส่วนตัว มองว่าต้นทุนของสถาบัน แล้วก็รายย่อยน่าจะไม่ใช่ ตรงนี้น่าจะขึ้นไป อีกนิดนึงดังนั้น คิดว่าน่าจะไม่มีใคร

ที่อยากจะขายขาดทุนทุกๆคน ก็น่าจะขายออกมาในช่วง ที่มีกำไรหรือว่าอาจจะเท่าตัว จากนั้นผมคิดว่า ถ้าเกิดว่าต่างชาติเอาจริง คือเข้ามาซื้อจริงๆนะครับ คิดว่าราคาหุ้นมีโอกาส

ที่จะปรับตัวขึ้นไปได้มากกว่า นี้อย่างแน่นอนฟังมาถึงตรงนี้ แล้วก็น่าจะพอมองเห็นภาพกัน ซึ่งน้อยง่ายๆก็คือเหมือน เป็นการเปลี่ยนฝั่งกันนั่นแหละ คือแต่ก่อนเนี่ยต่างชาติ

อาจจะอยู่ฝั่งขายนะตอนนี้ ต่างชาติอาจจะย้าย มาอยู่ฝั่งซื้อแล้วโดยที่สถาบัน แล้วก็รายย่อยก็จะเป็นคนขาย ให้บ้างแล้วต่างชาติ ก็จะทำการซื้อไปเรื่อยๆ ซื้อไปเรื่อยๆจนถึงจุดจุดหนึ่ง เขาก็จะเริ่มมีการเปลี่ยนฝั่ง แบบเนียนเขาก็จะเริ่มมีการบินขาย

ซึ่งณตอนนั้น มันก็จะมีแรงซื้อกับข้าวมา ซึ่งก็จะเป็นแรงซื้อจาก ไม่มั่นใจว่าเป็นรายย่อยหรือว่าสถาบัน ก็จะเริ่มมีการซื้อเข้า มาแบบพับด้านราคาขึ้นไปแบบเต็มๆเลยพอถึงจุดๆนึง มันก็จะมีแรงเทขายออกมา จากต่างชาติซึ่งมันก็จะวนลูป เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ เราลองไปสังเกตดูละกันนะนี่แหละครับผมถึงต้องอธิบายเรื่องแรงซื้อแล้วก็แรงขายก่อนแล้วก็ค่อยมาพูดถึงต่างชาติสถาบันแล้วก็รายย่อยนะครับซึ่งผมจะไม่พูดถึงโบรกเกอร์เลยนะเพราะว่าโบรกเกอร์เนี่ยเขาก็เลือกที่จะไม่ค่อยมีผลอะไรเท่าไหร่นะเพราะว่าบางทีเขาก็ซื้อบ้างบางทีก็ขายบ้างอะไรงี้นะครับถ้าเราย้อนไปดูอะนะ